Online Training, Consultancy, and Coaching Program
การบริหารผลงานอย่างมีประสิทธิผล(Effective Performance Management)
การบริหารผลงานเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้สำหรับทุก ๆองค์กร การบริหารผลงานที่แข็งแรงจะทำให้เกิดความชัดเจนทั้งในแง่ของวัตถุประสงค์ เป้าหมาย แผนงาน และผลที่คาดหวังหรือตั้งใจไว้ การกำหนดระบบและกระบวนการที่เหมาะสมทำให้องค์กรมีแนวทางที่ชัดเจนในการเฝ้าระวัง วัด วิเคราะห์และประเมินทั้งในด้านของกระบวนการและผลที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ และนำไปสู่การแก้ไข ปรับปรุงที่จำเป็นและทันต่อเวลา
การบริหารผลงานในสมัยใหม่นี้เราสามารถประยุกต์ใช้เครื่องมือต่าง ๆในการวางแผน รวมถึงการเก็บ วิเคราะห์และแปลผลข้อมูล อาทิเช่น การเก็บข้อมูลใน Cloud และวิเคราะห์โดยใช้เครื่องมือต่าง ๆเช่น Excel, Power BI เป็นต้น รวมทั้งสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้เข้าหากันเพื่อให้เห็นภาพโดยรวมของผลงาน โดยใช้ Strategy Map หรือแผนภูมิความสัมพันธ์อื่น ๆได้ตามที่ต้องการ
การกำหนดระบบและกระบวนที่ชัดเจนในการบริหารผลงานเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ โดยควรต้องมองในเชิงบูรณาการ และเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของระบบงานต่าง ๆที่มีต่อการบริหารผลงานเช่น Strategic Plan/Medium Term Plan กับ Annual Action Plan และ Daily Management มีความสัมพันธ์กันอย่างไร และเชื่อมโยงกับการบริหารผลงานอย่างไร Competency มีความสัมพันธ์กับการบริหารผลงานอย่างไรบ้าง เป็นต้น เราสามารถกำหนด เลือกใช้กระบวนการและเครื่องมือที่เหมาะสมกับความพร้อมองค์กร และปรับปรุงกระบวนการ/ระบบงานให้ดีขึ้นเป็นลำดับได้
ในปัจจุบันนี้เราจะเห็นได้ว่ามีเครื่องมือต่าง ๆที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารผลงานมากมายหลายอย่าง อาทิเช่น Balanced Scorecard, OKRs(Objectives and Key Results), KPI, MBO รวมถึง Visualization Technique ต่าง ๆ เป็นต้น จุดสำคัญในการนำระบบ กระบวนการ และเครื่องมือต่าง ๆเหล่านี้มาใช้คือ “ความเข้าใจ” และ “การประยุกต์ใช้ที่เหมาะสม” ให้ความสำคัญต่อการเรียนแบบ มากกว่าเพียงแค่เลียนแบบ หรือทำให้เหมือนกับต้นฉบับ หรือตำรา
นอกจากนั้นแล้วการทำความเข้าใจถึงความแตกต่าง หรือความสัมพันธ์ของ Performance Management และ Performance Appraisal ยังเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เนื่องจากการบริหารผลงานเป็นกระบวนการในการผลักดัน สื่อสาร เสริมแรง สร้างความร่วมมือร่วมใจกันในการทำงานให้สำเร็จตามเป้า ภายใต้กระบวนการจัดการและภาวะผู้นำที่แข็งแรง การลดความวิตกกังวล ความกลัว หรือปัจจัยเชิงลบต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ เนื่องจากสามารถส่งผลต่อระดับการทุ่มเท หรือความกล้าในการเผชิญหน้ากับสิ่งที่ท้าทาย ดังนั้นเราจึงควรทำความเข้าใจและชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของกระบวนการในการบริหารผลงานและกระบวนการในการประเมินผลงานให้บุคลากรรับทราบอย่างชัดเจน
การบริหารผลงานอย่างมีประสิทธิผลจำเป็นต้องมีการนำองค์ความรู้และทักษะในด้านต่าง ๆ รวมถึงประสบการณ์มาใช้ร่วมกันอย่างบูรณาการ มีการให้ความสำคัญกับทั้ง Hard Skill และ Soft Skill ไม่หนักไปทางด้านใดด้านหนึ่งจนมากเกินความพอดี แม้ว่า Soft Skill จะสำคัญแต่หากขาด Hard Skill ก็อาจจะทำให้สิ่งต่าง ๆที่ทำมีเพียงผิวหน้า รูปแบบแต่กลวงอยู่ด้านใน แต่ถ้ามีแต่ Hard Skill โดยขาด Soft Skill ก็จะทำให้งานยากจะประสบผลสำเร็จได้เช่นกัน อาจทำให้ 1 บวก 1 แล้วกลับกลายเป็นศูนย์ หรืออาจติดลบก็เป็นได้
ด้วย Online Training, Consultancy, and Coaching Program ดังกล่าวนี้เราสามารถช่วยท่านออกแบบ กำหนด เลือกใช้กระบวนการและเครื่องมือในการบริหารผลงานที่เหมาะสมกับความพร้อมองค์กรได้ โดยอาจจะเป็นการออกแบบใหม่ หรือต่อยอดเพิ่มเติมจากระบบในปัจจุบันที่องค์กรได้มีการดำเนินการอยู่แล้ว
เนื้อหาการบรรยายในหลักสูตรต่าง ๆจะถูกออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละองค์กร ตัวอย่างหัวข้อการบรรยายในหลักสูตร "การบริหารผลงานอย่างมีประสิทธิผล" จะมีรายละเอียดดังนี้
ส่วนที่ 1: การบริหารผลงานสมัยใหม่อย่างมีประสิทธิผล
Performance หมายถึงผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงาน โดยผลงานที่เกิดขึ้นดังกล่าวนี้มีความสอดคล้องเชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายของหน่วยงานและองค์กรโดยรวม ในด้านของการบริหารผลงานนอกจากจะพิจารณาไปที่ผลที่เกิดขึ้นแล้ว ยังพิจารณาอีกด้วยว่า...
การบริหารผลงานถือเป็นหน้าที่ที่มีความสำคัญอย่างหนึ่งของคนที่เป็นหัวหน้า หัวหน้าดังกล่าวนี้อาจจะหมายถึงผู้บริหารระดับสูง ระดับกลาง ระดับต้นหรือหัวหน้างานในหน่วยงาน การบริหารผลงาน ที่ชัดเจนและดำเนินการอย่างเป็นระบบทำให้หน่วยงานและองค์กรโดยรวมเกิดความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น การบริหารผลงานที่ดีนอกจากจะทำให้ผลงานสำเร็จเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้ว ยัง...
Balanced Scorecard เป็นระบบที่ใช้สำหรับการวางแผนกลยุทธ์และใช้ในการจัดการต่อการถ่ายทอดกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ องค์กรสามารถใช้ Balanced Scorecardในการสื่อสารถึงวัตถุประสงค์ เป้าหมายที่ต้องการทำให้สำเร็จ สร้างความสอดคล้องเสริมแรงระหว่างแผนกลยุทธ์กับแผนงานประจำปี รวมถึงการบริหารงานประจำวัน
การออกแบบ Balanced Scorecard ที่ถูกต้อง และการเขียน Strategy Map ที่ชัดเจนยังสามารถนำไปใช้ในการวัด และเฝ้าระวังผลงานที่เกิดขึ้นว่ามีความก้าวหน้า และมีผลงานออกมาสอดคล้อง เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่….
OKRs(Objectives and Key Results) เป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการบริหารผลงานได้อย่างมีประสิทธิผล โดยนอกจากจะมีวิธีการที่ชัดเจนในการกำหนด Objectives และ Key Results แล้วกระบวนการด้าน CFR (Conversations, Feedback, and Recognition) ยังถือเป็นกระบวนการที่เสริมให้มีการบริหารผลงานที่แข็งแรงมากยิ่งขึ้น
การทำความเข้าใจความหมาย และรายละเอียดของ OKRs รวมทั้งการมองเห็นความสัมพันธ์ของ OKRs กับระบบงาน/เครื่องมือที่มีอยู่ในปัจจุบันเช่น KPI, MBO เป็นต้น จะทำให้องค์กรสามารถนำ OKRs ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผลและมีทิศทางที่ชัดเจน….
การกำหนดตัวชี้วัดที่เหมาะสมเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในเฝ้าระวัง และวัดทั้งในแง่ของกระบวนการ ระบบ และผลที่เกิดขึ้น องค์กรอาจใช้ KPI เดี่ยว ๆเป็นเครื่องมือหลัก หรือประยุกต์ใช้ร่วมกับระบบงานอื่น ๆ จุดสำคัญคือ จะต้องสร้างความชัดเจนถึงวัตถุประสงค์ของการใช้ KPI และสร้างวัฒนธรรม วิธีคิด ทัศนคติที่ถูกต้องเหมาะสมขึ้นมาเพื่อให้สามารถนำ KPI มาใช้ในการบริหารผลงานได้อย่างมีประสิทธิผล
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของ KPI มีหลายประการอาทิเช่น การบันทึกเก็บข้อมูลอย่างถูกต้องสามารถทวนสอบได้ การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่้อนำไปสู่การแปลผลและ Action ที่จำเป็น การสร้างบรรยากาศการทำงานแบบร่วมมือร่วมใจ การสร้าง Climate for Action …..Strategic Measurement Global Executive Study and Research Report โดย MIT Sloan Management Review and Google พบว่ามีพฤติกรรม 6 อย่างที่จำเป็นต่อการใช้ KPI อย่างมีประสิทธิผล…
การนำ Visualization Techniques มาใช้เพื่อแสดงผล และทำการสื่อสารให้ผู้เกี่ยวข้องทราบถึงผลที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งจำเป็น และเป็นวิธีการที่มีประสิทธิผลอย่างมากในการสื่อสาร กระตุ้นเตือนให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบข้อมูล ความคืบหน้าของกระบวนการและผลงาน ทำให้เกิดความตื่นตัวอยู่เสมอในสิ่งที่เกิดขึ้น ...
Feedback เป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ต่อการบริหารผลงาน การให้ Feedback ด้วยวิธีที่ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอจะทำให้พนักงานรู้ถึงความก้าวหน้าของตนเอง รวมทั้งรู้ว่าตนเองต้องเรียนรู้ปรับปรุงในเรื่องใดบ้างจึงจะทำให้งานสำเร็จ ...
นอกจากนั้นแล้วการแสดงให้เห็นว่าผู้บังคับบัญชา และเพื่อนร่วมงานได้รับรู้ถึงผลงานที่เกิดขึ้นของตนเอง การได้รับคำชมเชย และรางวัลที่เหมาะสมยังเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดแรงจูงใจ และมีกำลังใจที่มากขึ้น สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลต่อเฉพาะบุคคลเท่านั้น ยังส่งผลต่อระดับกลุ่ม หน่วยงานหรือองค์กรโดยรวมอีกด้วย ….
ความหมายของ ภาวะผู้นำแห่งความร่วมมือร่วมใจ(Collaborative Leadership)
Oxford leadership กล่าวถึงCollaborative Leadershipว่าเป็นกระบวนการในการที่จะสามารถนำสติปัญญาความสามารถโดยรวมมาใช้ร่วมกันเพื่อทำให้เกิดผลสำเร็จออกมาโดยไม่จำเป็นต้องใช้กลไกการควบคุมที่มีการใช้อยู่โดยปกติ ทั้งนี้ก็จะอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อที่ว่าเมื่อรวมกันแล้วเราย่อมจะทำได้ดีกว่า สร้างสรรค์กว่าและสามารถยิ่งกว่าการที่คนๆหนึ่งจะทำอะไรด้วยตัวเองเพียงลำพัง
Collaborative leadership มาจากคำสองคำคือคำว่า collaborativeที่เป็นคำคุณศัพท์ของคำว่าCollaborationซึ่งหมายถึง…..
ประโยชน์ของCollaboration
ประเภทต่าง ๆของ Collaboration
Factorsที่มีผลต่อความสำเร็จของ Collaboration
จะต้องทำอย่างไรจึงจะพัฒนาตนเองให้มี Collaborative Leadership
ส่วนที่ 2: กรณีศึกษา
การศึกษาแนวทางในการบริหารผลงานจากกรณีศึกษาต่าง ๆ เป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่ทำให้เรามองเห็นถึงรูปแบบ วิธีการที่หลากหลายในองค์กรต่าง ๆ เป็นสิ่งที่สามารถจุดประกายความคิด และทำให้เราเกิดความมั่นใจมากขึ้นในการนำวิธีการใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิผลไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม... …
หลังจบการสัมนา การติดตามผลจะเป็นไปตาม Follow Up Program ที่ได้กำหนดร่วมกันไว้ตั้งแต่ต้น นอกจากนั้นแล้วผู้เรียนยังสามารถเข้าถึง eBook ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงศึกษาได้จาก Performance Management One Point Sudy Blog เพิ่มเติมได้อีกด้วย หรือสอบถามจากวิทยากร/ที่ปรึกษาในกรณีที่มีข้อสงสัยได้ในช่วง Monthly Implementation Assistance Program