Performance Management One Point Study
อะไรคือสิ่งที่จะทำให้เราเป็น Great Manager และความลับที่ทำให้เกิดทีมงานที่มีประสิทธิผล ตอนที่ 1
หลังจากที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดีในโครงการชื่อ Project Oxygen ในปี2015 Google ได้เผยแพร่ผลจากการศึกษากว่า 2 ปีว่าอะไรคือสิ่งที่จะทำให้เราเป็น Great Managerได้ ในProject Oxygen ทางGoogleพบว่ามีพฤติกรรม8อย่างที่พบร่วมกันในกลุ่มผู้จัดการที่มีผลงานสูงสุด จึงได้นำพฤติกรรมที่พบดังกล่าวบรรจุลงในหลักสูตรพัฒนาผู้จัดการ หลังจากการประกาศเผยแพร่สิ่งที่พบและทำการฝึกอบรมเกี่ยวกับพฤติกรรม8อย่างไปแล้ว Googleพบว่าเกิดการปรับปรุงทางด้านการบริหารจัดการขึ้นจริงในองค์กร
แต่เนื่องจากGoogleมีการเติบโตใหญ่ขึ้น และมีความซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงผู้จัดการผู้นำก็มีความต้องการที่มากขึ้น Googleจึงได้ทำ Employee Survey ใหม่ และพบว่าพนักงานของ Google ต้องการมองเห็นการมีความร่วมมือร่วมใจข้ามสายงานอย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น รวมถึงมีแนวปฏิบัติทางด้านการตัดสินใจที่แข็งแรงขึ้น Googleจึงย้อนกลับไปมองใหม่ถึงผลวิจัยที่ผ่านมา แล้วทำการปรับปรุงรายการพฤติกรรมตามผลการวิจัยภายในองค์กร รวมถึงผลจาก FeedbackของพนักงานGoogle
รายการพฤติกรรม 10 อย่างมีดังนี้ (พฤติกรรมลำดับที่ 3 และ 6 ถูกปรับให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ส่วนพฤติกรรมที่ 9 และ10 เป็นรายการที่เพิ่มขึ้นมาใหม่)
1.เป็น Coachที่ดี
2.Empowerทีม แต่ไม่ Micromanage
Cambridge Dictionary ให้ความหมายของคำว่าEmpowerดังนี้ “To give someone official authority or the freedom to do something” ซึ่งเป็นการมอบอำนาจ ให้อำนาจ หรือความเป็นอิสระในการทำงานให้แก่ทีมงานนั่นเอง ส่วน Micromanage นั้น Cambridge Dictionary ให้ความหมายว่า “to control every part of a situation, even small details” ซึ่งหมายถึงพฤติกรรมของการเข้าไปควบคุมทุกอย่าง ไม่เว้นแม้กระทั่งจุดเล็กจุดน้อย ดังนั้นเราจึงต้องระวังและไม่เผลอไปทำในสิ่งที่เรียกว่า “Micromanage”
3.สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ทำให้ทุกคนมีส่วนร่วม ทุกคนรู้สึกได้ว่าตนเองได้รับการยอมรับถึงการเป็นส่วนหนึ่งของทีม โดยได้รับความเท่าเทียม ได้รับความเคารพนับถือ สามารถเข้าถึงโอกาสและทรัพยากร รวมทั้งสามารถแสดงฝีมือมีส่วนร่วมในการช่วยสร้างความสำเร็จให้กับองค์กรได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการแสดงถึงความห่วงใยที่มีต่อความสำเร็จ และความอยู่ดีมีสุข
4.เป็นคนที่สร้างผลผลิต มีผลิตภาพ เป็นคนที่มุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์
5.เป็นนักสื่อสารที่ดี - ฟังและ Share ข้อมูล
6.สนับสนุนการพัฒนาความก้าวหน้าในวิชาชีพและสนทนาพูดคุยผลการทำงานที่เกิดขึ้น
7.มีวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ที่ชัดเจนให้กับทีม
8.มีความสามารถทางเทคนิคที่จะช่วยให้คำแนะนำแก่ทีมได้
9.สามารถร่วมมือร่วมแรงร่วมใจข้ามสายงานภายใน Googleได้
10.เป็นผู้ที่สามารถตัดสินใจได้อย่างแข็งแรง
Googleได้ค้นพบด้วยความตื่นเต้นว่าพฤติกรรมใหม่ที่เพิ่มมา 2 รายการมีส่วนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อประสิทธิผลของผู้จัดการ และพบว่าพฤติกรรมทั้ง 10 รายการดังกล่าวสามารถพยากรณ์ผลลัพธ์ของทีมได้ดียิ่งขึ้นเช่น Turnover, Satisfaction และ Performance
หลังจากที่ Google ประสบผลสำเร็จในงานวิจัยตาม Project Oxygen แล้ว นักวิจัยของ Google ก็ได้นำแนวทางที่คล้ายกันทำการค้นหาว่า “อะไรคือความลับที่ทำให้เกิดทีมงานที่มีประสิทธิผล” โดยดำเนินงานในโครงการใหม่ที่เรียกชื่อว่า Project Aristotle บนพื้นฐานแนวคิดของ Aristotle ที่กล่าวว่า “The whole is greater than the sum of its parts” (นักวิจัยมีความเชื่อว่าพนักงานหากร่วมมือกันทำงานเป็นทีมย่อมสร้างผลงานได้มากกว่าการทำงานเพียงคนเดียว) และตั้งเป้าหมายในการที่จะตอบคำถามว่า “อะไรคือสิ่งที่ทำให้ทีมมีประสิทธิผลที่ Google”
ขั้นตอนแรกก่อนที่จะตอบคำถามว่า “อะไรคือสิ่งที่ทำให้ทีมมีประสิทธิผล” นั้น เราจะต้องตอบให้ได้ก่อนว่า “ทีมคืออะไร” ในแง่ของส่วนที่เป็นระดับพื้นฐานสุด ทีมนักวิจัยได้ทำการนิยามถึงความแตกต่างของ “Work Group” และ “Team” ดังนี้
“Work Group” เป็นกลุ่มงานที่มีระดับของการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันน้อยมาก เป็นกลุ่มงานตามสายบังคับบัญชาการบริหารขององค์กร Work Group อาจมีการประชุมกันเป็นระยะ ๆเพื่อฟังและ Share ข้อมูล
ส่วน “Team” นั้นจะมีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันสูง พวกเขาจะทำการวางแผนงาน แก้ปัญหา ตัดสินใจ และทบทวนความคืบหน้าในงานโครงการจำเพาะซึ่งรับผิดชอบอยู่ สมาชิกทีมต้องการซึ่งกันและกันในการทำงานร่วมกันเพื่อทำให้งานสำเร็จ
ทีมนักวิจัยของ Google ได้ Focus ไปที่กลุ่มซึ่งมีความสัมพันธ์ในการทำงานแบบที่ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง ทีมที่ถูกทำการศึกษาใน Project Aristotleนี้จะมีสมาชิกอยู่ที่ 3 - 50 คน (ค่ามัธยฐานหรือ Median เท่ากับ 9)
ลำดับต่อไปทีมนักวิจัยทำการพิจารณาต่อไปว่าแล้วจะทำการวัดประสิทธิผลในเชิงปริมาณอย่างไร พวกเขาได้ลองพิจารณาไปที่จำนวนบรรทัดของการเขียนCode จำนวน Bug ที่ถูกแก้ไข ความพอใจของลูกค้าและอื่น ๆอีกมากมาย แต่ผู้นำของ Google ซึ่งผลักดันการวัดประสิทธิผลอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมมาตั้งแต่ต้นก็ตระหนักว่า วิธีการวัดผลต่าง ๆที่เสนอมาแต่ละอย่างล้วนอาจมีข้อบกพร่องแอบแฝงซ่อนอยู่ เช่น การเขียนจำนวนบรรทัดของโปรแกรมหรือชุดคำสั่งเพิ่มขึ้นก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเรื่องดีเสมอไป หรือ จำนวนBugที่ถูกแก้ไขนั้น ยิ่งมีการแก้ไขมากแม้ว่าจะแก้ได้แต่นั่นก็เป็นการสะท้อนว่ามี Bug จำนวนมากเกิดขึ้นตั้งแต่แรก
ทางทีมนักวิจัยได้พิจารณาแล้วจึงตัดสินใจว่าจะใช้วิธีผสมผสานกันทั้งการวัดในเชิงปริมาณ และการวัดในเชิงคุณภาพ สำหรับการวัดในเชิงคุณภาพนั้น นักวิจัยทำการเก็บ Input จากมุมมองที่แตกต่างกัน 3 จุดคือ Executives, Team Leads และ Team Members โดยพวกเขาจะถูกขอให้ทำการให้คะแนนแต่ละทีมด้วย Scalesที่คล้ายกัน คำตอบที่พวกเขาตอบเมื่อถูกถามนั้นจะ Focusไปยังด้านที่ต่างกันเมื่อประเมินถึงประสิทธิผลของทีม
Executives จะให้ความสนใจสูงสุดไปที่ Results(เช่น Sales Number or Product Launch) Team Members กล่าวว่า Team Culture เป็นตัววัดที่สำคัญที่สุดสำหรับประสิทธิผลของทีม ส่วน Team Leads จะให้ความสำคัญไปที่ทั้งภาพใหญ่ภาพรวม และประเด็นเกี่ยวกับ Ownership, Vision และ Goal
ดังนั้นนักวิจัยจึงทำการวัดประสิทธิผลของทีมจาก 4 แนวทางคือ
การประเมินทีมโดย Executives
การประเมินทีมโดย Team Leader
การประเมินทีมโดย Team Member
Sales performance against quarterly quota
โดยการใช้ Input จาก Executives ทั่วโลก ทางนักวิจัยได้เลือกทีมที่จะศึกษา 180 ทีม(เป็นโครงการด้านวิศวกรรม115ทีม ส่วนที่เหลือ65เป็นงานขาย) ทีมที่ศึกษามีผสม ๆกันทั้ง High- and Low-performing team การศึกษาจะทำการทดสอบว่าทั้ง Team Compostion(เช่น personality traits, sales skills, demographics on the team) และTeam dynamics (เช่น What it was like to work with teammates)จะมีผลอย่างไรต่อประสิทธิผลของทีม ตัวอย่างรายการที่ถูกใช้ในการศึกษาว่าผู้เข้าร่วมการศึกษาเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยมีดังนี้
-Group dynamics: I feel safe expressing divergent opinions to the team.
-Skill sets: I am good at navigating roadblocks and barriers.
-Personality traits: I see myself as someone who is a reliable worker (informed by the Big Five personality assessment).
-Emotional intelligence: I am not interested in other people’s problems (informed by the Toronto Empathy Questionnaire)
ผลการศึกษานักวิจัยพบว่าสิ่งที่มีผลต่อประสิทธิผลของทีมนั้นขึ้นอยู่กับการที่ทีมต่าง ๆทำงานด้วยกันอย่างไร แต่ประเด็นที่ว่ามีใครอยู่ในทีมบ้างกลับมีความสำคัญที่น้อยกว่า สิ่งที่พบเรียงตามลำดับความสำคัญมีดังนี้คือ
1.Psychological Safety
2.Dependability
3.Structure and clarity
4.Meaning
5.Impact
สำหรับรายละเอียดทั้ง 5 ข้อนี้จะกล่าวใน Blog ถัดไปครับ
ที่มาและอ้างอิง:
1.บทความGreat managers still matter: the evolution of Google’s Project Oxygen โดย MELISSA HARRELL AND LAUREN BARBATO, GOOGLE
2.Guide: Understand team effectiveness จาก re:Work ของ Google
3.บทความHow to Build an Inclusive Environment-Plus tips from 10 companies fostering inclusive workplaces by Bailey Reiners
4.6 Steps for Building an Inclusive Workplace By Kathy Gurchiek
เขียนโดย Sakchai T. 18 สิงหาคม 2566