Performance Management One Point Study
ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์มีส่วนสร้างแรงจูงใจอย่างไร (ตอนที่2)
ใน Blog นี้เรามาดูรายละเอียดของ Basic Human Needs ตาม A Theory of Human Motivation โดย Maslow กันต่อครับ
3.Love Needs
ถ้าหากเราบรรลุถึงความต้องการพื้นฐาน 2 ตัวแรกคือ ความต้องการด้านกายภาพ และความต้องการด้านความปลอดภัยแล้ว ความต้องการที่เรียกว่า “Love and affection and belongingness needs” หรือความต้องการด้านความรัก ความชอบพอเสน่หา และการมีส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ก็จะเป็นความต้องการลำดับถัดไปที่จะเกิดขึ้นตามมา มาถึงจุดนี้เราจะเริ่มรู้สึกถามหาถึงเพื่อน คนรักคู่รัก ภรรยา เด็ก ๆ เราจะเริ่มมีความหิวกระหายถึงสัมพันธภาพแห่งความรักชอบพอเสน่หากับผู้คน และเราก็จะเริ่มพยายาม หรือพยายามอย่างมากที่จะทำให้ได้รับสิ่งนี้ให้ได้
...
Collins Online English Dictionary ให้คำนิยาม belongingness ว่า the human state of being an essential part of something
Oxford Languages and Google’s English dictionary ให้คำนิยาม belongingness ว่า the state or feeling of belonging to a particular group.
...
การที่เรามีอุปสรรคขวางกั้นทำให้ไม่ได้รับความต้องการดังกล่าวนี้ ทำให้เกิดปัญหาที่พบมากอย่างหนึ่งเรียกว่า Maladjustment รวมกรณีของจิตพยาธิวิทยา (Psychopathology) ที่รุนแรงยิ่งกว่านี้
APA(American Psychology Association) Dictionary of Psychology ให้ความหมายของคำว่า Maladjustment ดังนี้ “ inability to maintain effective relationships, function successfully in various domains, or cope with difficulties and stresses. “ ซึ่งหมายถึงการที่บุคคลไม่สามารถรักษาสัมพันธภาพที่ดีมีเสถียรภาพ ไม่สามารถทำหน้าที่ให้สำเร็จไปด้วยดีในDomainต่าง ๆรวมถึงการไม่สามารถที่จะรับมือต่อความยากลำบากและความเครียด
สาเหตุของ Maladjustment อาจจะมาจากหลาย Factor เช่น ปัจจัยทางครอบครัว โดยอาจจะเกิดความขัดแย้งระหว่างลูกและพ่อแม่ หรือลูกไม่ได้รับความรัก ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยที่เพียงพอจากครอบครัว ก็อาจจะทำให้เกิดพฤติกรรมต่าง ๆเช่น Thumb Sucking, Irritation, Impatience, Imbalanced Behavior, Suicidal behavior, Poor academic performance โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากมีความขัดแย้งสูงก็จะทำให้เด็กมี Empathyน้อยลง เด็กรู้สึกถึงการโดดเดี่ยว เกิดการแยกตัวจากพ่อแม่ ทำให้มี Reciprocal Filial Belief ที่น้อยลง
...
(Reciprocal filial belief refers to the love, care and affection that a child experience through their parent, it represents the amount of intimacy a child has with his or her parent)
...
นอกจากนั้นแล้ว Maslow ยังกล่าวว่าความรักในที่นี้ไม่ได้หมายถึง Sex โดย Sex อาจจะมองว่าเป็นความต้องการทางกายภาพล้วน ๆ แต่ Sex Behavior ก็เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับหลายด้าน ซึ่งรวมถึงความรักความชอบพอด้วย เรื่องสำคัญอีกอย่างที่ลืมไม่ได้เลยคือความรักมีทั้งในด้านของผู้ให้และผู้รับ
ในส่วนของ Love Needs ดังกล่าวนี้ยังมีเรื่องของ Belongingness ซึ่งเป็นความต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม มีสัมพันธภาพที่ดีระหว่างบุคคล เป็นความต้องการที่จะมีส่วนร่วมเกี่ยวข้อง เข้าร่วมกับกลุ่มหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง มีความสัมพันธ์ติดต่อเชื่อมโยงเชื่อมต่อกันอีกด้วย
4.Esteem Needs
Collins online dictionaryให้ความหมายของคำว่า Esteem ว่า “Esteem is the admiration and respect that you feel towards another person …. If you esteem someone or something, you respect or admire them”
Longdo-Nontri Dictionaryให้คำนิยามของ Esteem ว่า “การยกย่อง,การนับถือ,การเคารพ,ความนิยม,การสรรเสริญ”
Esteem Needs เป็นความต้องการที่จะได้รับการยกย่อง เคารพนับถือจากผู้อื่น รวมถึงมนุษย์เราก็ยังมีความต้องการหรือความปรารถนาที่จะมี Self-respect, Self-Esteem รวมถึงมีการประเมินให้คะแนนตนเองที่(มักจะ)สูง อย่างหนักแน่นมั่นคง
Self Esteem จะเป็นเรื่องของการที่เราคิดและรู้สึกต่อตนเอง เป็นการให้ค่า มองเห็นคุณค่าของตนเอง ยกย่องนับถือตนเองในด้านของทักษะความสามารถ เมื่อไรก็ตามที่เราทำงานแล้วผลออกมาไม่ดีหรือต่ำกว่ามาตรฐาน สิ่งนี้จะมีผลต่อ Self Esteem ของเรา โดยพื้นฐานแล้วเราจะเกิด Self Esteem เมื่อเรารู้สึกพึงพอใจหลังจากที่เสร็จสิ้นหรือทำสำเร็จในอะไรบางอย่างที่ท้าทาย Self Esteem จึงเป็นสิ่งที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสามารถที่แท้จริง ความสำเร็จและความเคารพที่ได้รับจากผู้อื่น
ส่วน Self Respect จะเป็นส่วนหนึ่งของ Self Esteem และเกี่ยวข้องกับคุณค่าที่เป็นบวกของอะไรบางอย่างที่เราให้ความสำคัญหรือเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อตนเองเช่น ความซื่อสัตย์ ความเชื่อมั่น ความถ่อมตน เป็นต้น Self Respectจึงเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความเป็นตัวตนของตนเอง
ความต้องการที่กล่าวมาเหล่านี้อาจจัดแยกเป็นสองกลุ่มย่อย โดยกลุ่มแรกเป็นความปรารถนาที่มีต่อจุดแข็ง ความสำเร็จ ความเพียงพอมากพอ ความมั่นใจในการเผชิญหน้ากับโลกที่อยู่ตรงหน้าเรา รวมถึงความเป็นอิสระ ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยใคร ส่วนกลุ่มที่สองจะได้แก่ความปรารถนาในการที่จะมีชื่อเสียง มีเกียรติยศศักดิ์ศรี ได้รับการยอมรับ ได้รับความสนใจ เป็นคนที่มีความสำคัญและได้รับการชื่นชม ความต้องการเหล่านี้ค่อนข้างได้รับการเน้นหนักจาก Alfred Adler (and his follower) แต่ดูเหมือนว่า Freud กับ Psychoanalystsจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้เท่าไร
….
These needs may be classified into two subsidiary sets. These are, first, the desire for strength, for achievement, for adequacy, for confidence in the face of the world, and for independence and freedom. Secondly, we have what we may call the desire for reputation or prestige (defining it as respect or esteem from other people), recognition, attention, importance or appreciation.
….
การที่เราสามารถบรรลุถึง Self-Esteem Need นั้นจะทำให้เราเกิดความมั่นใจในตนเอง รู้สึกถึงมองเห็นถึงคุณค่าของตนเอง รู้สึกรับรู้ได้ว่าตนเองมีความสามารถและอยู่ในระดับมากเพียงพอที่จะสร้างประโยชน์ให้กับโลก และเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับโลก แต่ถ้าหากเราไม่สามารถทำให้สำเร็จซึ่งการบรรลุความต้องการเหล่านี้ ก็จะทำให้เรารู้สึกด้อย อ่อนแอ สิ้นหวัง แล้วจะนำไปสู่ความท้อแท้ หรือมีแนวโน้มที่นำไปสู่ปัญหาทางจิตประสาทได้ในที่สุด
ข้อมูลจาก ผศ. พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ใน RAMA Channel ได้ให้แนวทางในการตรวจสอบว่าเราเข้าข่ายเป็นคนที่มีภาวะ “ความพึงพอใจในตนเองต่ำ(Low-self esteem)” หรือไม่ ดังนี้
1.อ่อนไหวง่ายต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้อื่น คือ มักจะทนไม่ได้เมื่อมีคนมาวิพากษ์วิจารณ์ตน และมักจะแสดงออกทางอารมณ์ เช่น เศร้า เสียใจ โกรธ โมโห อย่างเห็นได้ชัด
2.จิตตกง่าย เศร้าเสียใจง่าย แม้ได้รับการกระทบกระทั่งเพียงเล็กน้อย ก็จะเกิดอาการคิดมาก สะเทือนใจได้ง่าย
3.กลัวการเข้าสังคม มองคนอื่นในแง่ลบ หรือ กลัวการถูกปฏิเสธ เช่น ไม่กล้าพูดคุย ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น บางคนเลยเก็บตัว ไม่พบเจอใครเลย ถ้ามีอาการมากอาจตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับผู้อื่นไปเลย
4.คอยเช็กเรตติ้งของตนเองอยู่ตลอด หรือ เรียกร้องความสนใจ เกิดจากการต้องการการยอมรับ และความรักจากผู้อื่น เช่น การลงรูปเพื่อเรียกยอดไลค์อยู่เป็นประจำ
5.วิตกกังวล กระวนกระวายง่าย ขาดความสงบสุขทางใจ เกิดจากการขาดความเชื่อมั่น และศรัทธาในตนเอง
6.กลัวทำผิดพลาด ย้ำคิดย้ำทำ เนื่องจากกลัวไม่สมบูรณ์แบบแล้วจะทำให้รู้สึกว่า ตนเองไม่ดี ไม่มีค่า
7.ไม่กล้าลงมือทำสิ่งต่าง ๆ เพราะไม่ค่อยเชื่อว่า ตนเองจะดูแลจัดการสิ่งต่าง ๆ หรือแก้ปัญหาใดได้ และมักจะมองเห็นปัญหาข้างนอกใหญ่โตเกินจริง
8.ชอบวางอำนาจ หรือ ควบคุมสั่งการคนอื่นมากเกินไป เนื่องจากขาดความรู้สึกมั่นคงจากข้างใน เลยต้องการความยำเกรงจากผู้อื่น เพื่อทำให้ตนมีความมั่นคง และมีคุณค่า
9.พยายามหาข้อแก้ตัว หรือ หาเหตุผลเข้าข้างตนเอง เพื่อไม่ให้คนอื่นเห็นข้อบกพร่อง เพราะยังยอมรับข้อบกพร่องของตนเองไม่ได้
10.เอาใจคนอื่นมาก ไม่กล้าปฏิเสธ หรือไม่กล้าบอกความต้องการของตนเองตรง ๆ เพราะ กลัวคนอื่นไม่รัก ไม่เป็นที่ยอมรับภายในสังคม
Six Pillars of Self-Esteem โดย Nathaniel Brandenได้เสนอแนวทางที่เป็นเสาหลัก 6 ข้อในการฝึกสร้าง Self-Esteem ดังนี้
1. The Practice of Living Consciously : ฝึกฝนการมีชีวิต ใช้ชีวิตอย่างมีสติ
2. The Practice of Self-Acceptance : ฝึกฝนการยอมรับตนเอง
3. The Practice of Self-Responsibility : ฝึกฝนการมีความรับผิดชอบต่อตนเอง เช่นเรารับผิดชอบที่จะเลือกทางเดินชีวิตของตนเอง รับผิดชอบที่จะเลือกทางที่ถูกและเหมาะสม ไม่คอยโทษผู้อื่น หรือเป็นเหยื่อของสิ่งต่าง ๆเช่นเหตุการณ์ เงื่อนไข หรือบุคคลอื่น
4. The Practice of Self-Assertiveness :
ฝึกฝนซึ่งความเชื่อมั่นในความคิดตน การยืนยันในความคิดตน
“To practice self-assertiveness is to live authentically, to speak and act from my innermost convictions and feelings—as a way of life, as a rule.”
5. The Practice of Living Purposefully : ฝึกฝนการมีชีวิตอย่างมีจุดหมาย
6. The Practice of Personal Integrity :
ฝึกฝนการเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์อย่างมีคุณธรรมต่อตนเอง เป็นพฤติกรรมบนความเชื่อมั่นทางศีลธรรมจรรยา รู้ว่าอะไรถูกหรือผิด
“Integrity is the integration of ideals, convictions, standards, beliefs—and behavior. When our behavior is congruent with our professed values, when ideals and practice match up, we have integrity. Observe that before the issue of integrity can even be raised we need principles of behavior—moral convictions about what is and is not appropriate—judgments about right and wrong action. If we do not yet hold standards, we are on too low a developmental rung even to be accused of hypocrisy. In such a case, our problems are too severe to be described merely as lack of integrity."
อย่าลืมสร้าง Self Esteem ให้กับตนเองนะครับ
โปรดติดตามอ่าน “ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์มีส่วนสร้างแรงจูงใจอย่างไร (ตอนที่ 3)” ได้ใน Blog ต่อไปครับ
ที่มาและอ้างอิง:
1.A Theory of Human Motivation (1954) by Abraham H. Maslow
2.Motivation and Personality (1970) by Abraham H. Maslow, Reprinted from the English Edition by Harper & Row, Publishers 1954
...I have tried in this revision to incorporate the main lessons of the last sixteen years. These lessons have been considerable. I consider it a real and extensive revision-even though I had to do only a moderate amount of rewriting ...
3.บทความเรื่อง Maladjustment, Wikipedia
4.What are the Main Causes of Maladjustment?:Article Shared By Tanvi Jain
5.Self Respect Vs Self Esteem – What’s the Difference? โดย Coaching-Online
6.บทความ รีเช็กกันมั้ย ว่าคุณพอใจในตนเองต่ำหรือเปล่า (Low-self esteem) ข้อมูลจาก ผศ. พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ใน RAMA Channel
7.The Six Pillars of Self-Esteem: by Nathaniel Branden
เขียนโดย Sakchai T. 14 สิงหาคม 2566