การลืมเป้าหมาย หมายถึง สภาวะที่บุคคลลืมนึกถึงเป้าหมายบางอย่างที่ตนต้องรับผิดชอบไปชั่วขณะหนึ่ง หรือระยะหนึ่ง ในความเป็นจริงแล้วแต่ละคนย่อมต้องมีเป้าหมายในการทำงานไม่ว่าจะเป็นรูปของ KPI หรือในรูปแบบอื่นก็ตาม นอกจากนั้นแล้วเป้าหมายก็มักจะมีหลายด้าน หลายข้อ เป้าหมายส่วนใหญ่มักถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อให้สื่อสารได้ชัด และสามารถใช้อ้างอิงได้ในภายหลัง
โดยทั่วไปแล้ว เรามักจะไม่ได้ลืมว่าเรามีเป้าหมายอะไรบ้าง ในชีวิตจริงเราอาจจะลืมอะไรบางอย่างไปได้จริงเช่นลืมหมายเลขโทรศัพท์ที่ไม่ได้ใช้นาน ๆ แต่ในแง่ของการทำงานนั้น การลืมหมายถึง การไม่ได้นึกถึง เป็นการลืมคิดถึง ลืมนึกถึงเป้าหมายบางอย่างมากกว่าการลืมไปจริง ๆ
การลืมนึกถึง ย่อมทำให้เราลืมถามหา ลืมมอง ลืมหยิบมาดู ลืมที่จะพูดถึง ทำให้เรื่องเหล่านั้นถูกละเลย มองข้ามไป แม้แต่ในชีวิตจริงบางคนก็ยังลืมเรื่องสำคัญ ๆบางอย่างไปได้ เช่นคนที่มีลูก 2 คนหรือมากกว่า เราก็อาจจะสนใจ ดูแลลูกบางคนจนลืมลูกคนอื่นที่เหลือไป ทำให้ลูกรู้สึกว่าพ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน ทำให้ขาดความอบอุ่นไป ในการทำงานก็เช่นกันการลืมเป้าหมายบางอย่าง บางข้อไปก็อาจจะส่งผลเสียได้มากมายเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ในชีวิตจริงหลายคนดูเหมือนจะเริ่มทำงานในแต่ละวันโดยไม่ได้คิดถึง หรือใส่ใจถึงวัตถุประสงค์/เป้าหมายในการทำงานมากนัก โดยแค่ทำในสิ่งที่ต้องทำอย่างที่เคยทำทุกวัน ไม่คิดอะไรมากนักเกี่ยวกับความสำเร็จตามเป้าหมายหลักที่ได้รับมอบหมาย และเพียงแค่ทำงานของตนเองให้เสร็จในแต่ละวัน ปล่อยให้เวลาผ่านไป แล้วก็ไปทำรายงานสรุปตอนสิ้นเดือน
การลืมเป้าหมายนั้นมีอยู่หลายระดับตั้งแต่การลืมคิดถึงไปจริง ๆ คือ ไม่ได้คิดถึงเป้าหมายข้อนั้น ๆ ในการทำงานเลย ไปจนถึงการลืมนึกถึง หรือลืมคิดถึงไปเพียงระยะเวลาสั้น ๆ เนื่องจากต้องไป Focus เรื่องอื่นแทน
ตัวอย่างหนึ่งที่มองเห็นได้ง่าย แต่อาจจะเกี่ยวข้องกับงานโดยตรงหรือไม่ก็ได้คือ การตั้งเป้าหมายในช่วงเริ่มเข้าสู่ปีใหม่แต่ละปีว่าจะต้องทำอะไรให้สำเร็จบ้าง ซึ่งมีคนจำนวนไม่น้อยที่ตั้งเป้าหมายไว้แล้ว แต่เป้าหมายดังกล่าวค่อย ๆถูกลืมเลือนไป ถูกลดความสำคัญ หรือล้มเลิกไปด้วยเหตุผลต่าง ๆของแต่ละคน บางคนกว่าจะนึกได้ก็อาจจะใกล้ปลายปีไปแล้ว
การลืมนึกถึง ลืมคิดถึงเป้าหมายบางอย่างไป ทำให้เราไม่ได้แบ่งเวลา หรือจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็นต่อการทำให้เป้าหมายนั้นบรรลุผลสำเร็จได้ ทำให้ไม่ได้ทำอะไรบางอย่างที่จำเป็นต้องทำไป
ปัจจัยที่นำไปสู่ปรากฏการณ์ลืมเป้าหมายบางอย่างนี้มีได้หลายอย่าง อาทิเช่น
1. แรงกดดันล้นหลามและงานประจำวันที่ถาโถมเข้ามา: งานขององค์กรหลายแห่งในปัจจุบันมีความเร่งรีบและมีจำเป็นต้องตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆอย่างรวดเร็ว แต่ละคนต้องจัดการกับงาน กำหนดเวลา และความรับผิดชอบหลายอย่างที่เกิดขึ้นรายวัน
แรงกดดันอย่างต่อเนื่องในการตอบสนองต่อความต้องการและปัญหาต่าง ๆที่เกิดขึ้นในทันทีนั้นสามารถบดบังความสำคัญของเป้าหมายและการดำเนินการตามแผนงานบางอย่างที่ตั้งไว้ได้
จุด Focus จะไปอยู่ที่เป้าหมายในระยะสั้น ๆ หรือเป้าหมายที่เผชิญอยู่ตรงหน้าเป็นหลัก เน้นการตอบสนองเชิงรับมากกว่าเชิงรุก สภาพการณ์เช่นนี้สามารถครอบงำเวลาและพลังงานของแต่ละคน จนลืมมองถึงแผนงานและเป้าหมายบางเรื่องที่ตนเองต้องรับผิดชอบไป
ยกตัวอย่างเช่น ในงานโครงการต่าง ๆ บุคคลที่รับผิดชอบทำงานโครงการมักจะมีงานประจำอื่น ๆที่ต้องทำอยู่ด้วย แต่ด้วยความสลับซับซ้อนของงานโครงการ ด้วยความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระหว่างโครงการ หรือด้วยปัญหาต่าง ๆที่เกิดขึ้นอย่างมากมายในโครงการก็ทำให้ลืมงานอื่น ๆที่ต้องรับผิดชอบไปได้ ทั้ง ๆที่งานโครงการเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานเท่านั้น เช่นอาจเป็นเพียง 20% ของประมาณงานทั้งหมด แต่กลับกินเวลาและพลังงานไปถึง 80% ก็เป็นได้ ทำให้ประสิทธิผลโดยรวมของงานลดลงไปอย่างไม่ตั้งใจ
2. ลำดับความสำคัญที่เปลี่ยนไปและการเปลี่ยนแปลงในองค์กร: องค์กรมักจะประสบกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆที่เกิดขึ้นในระหว่างปี สิ่งใหม่ ๆที่เกิดขึ้นสอดแทรกเข้ามา ทำให้ลำดับความสำคัญของงานเปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจนำไปสู่ความสับสนและไม่แน่นอนเกี่ยวกับเป้าหมายและวัตถุประสงค์ เมื่อเป้าหมายมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยครั้งหรือไม่ชัดเจน บุคคลอาจต้องปรับความพยายามของตนเองไปสู่สิ่งใหม่ที่จำเป็นหรือเร่งด่วนกว่า ทำให้ลืมหรือสูญเสียโฟกัสไปสำหรับวัตถุประสงค์และเป้าหมายเดิมอื่น ๆที่ยังคงต้องทำให้สำเร็จ
3.การอยู่กับปัญหาจนกลายเป็นความเคยชิน และมองว่าแก้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะต่างคนต่างก็ไม่ได้แสดงความรู้สึกอะไรมากกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น หากรุนแรงมากผู้บริหารก็จะเรียกคุยเอง
การอยู่กับปัญหาจนเคยชิน รวมถึงการมองข้ามข้อผิดพลาดเล็ก ๆที่เกิดขึ้นนั้น ท้ายสุดแล้วปัญหาก็อาจจะลามปาม ขยายใหญ่ไปสู่ขอบเขตที่คิดไม่ถึงได้
สิ่งเหล่านี้หากมองดูให้ดีแล้ว ก็เปรียบเสมือนกับเป็นการลืมเป้าหมายอย่างตั้งใจ เป็นพฤติกรรมของการมองข้าม การนิ่งดูดาย ไม่นำมาคิดทั้ง ๆที่รู้ว่ามีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว เพราะทุกคนปรับตัวสู่ความเคยชินโดยแทบจะไม่ได้มีใครพูดอะไรอีกต่อไปเกี่ยวกับการบรรลุเป้าหมาย
4.เป้าหมายมีมากจนเกินไปทำให้ไม่สามารถ Focus ไปครบทุกเป้าหมาย ท้ายที่สุดเป้าหมายบางตัวก็ถูกละเลย ลืมเลือนไป
5.การให้ความสนใจและ Focus งานบางอย่างที่ชอบ และหลงใหลมากเป็นพิเศษก็อาจจะทำใหเราลืมเป้าหมายบางอย่างไปได้ เช่น ผู้บริหารบางท่านอาจจะให้น้ำหนักมาก ๆกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์มากจนไม่ได้นึกถึงเป้าหมายในด้านอื่น ๆไป
6.การมีปัญหาส่วนตัวที่มากเกินไปทำให้ต้องใช้พลังงานกับเวลาในการแก้ปัญหาส่วนตัวมากจนขาดสมาธิในการทำงาน ทำให้ไม่มีเวลาคิดถึงเป้าหมายที่ต้องรับผิดชอบได้ครบทุกด้าน การทำงานก็อาจเป็นการประคองให้อยู่รอดไปวัน ๆเท่านั้น
ปัญหาส่วนตัวที่เกิดขึ้นอย่างเรื้อรังนั้น หากไม่มีใครตักเตือน ทักท้วงก็อาจจะทำให้บุคคลนั้น ๆมองไม่เห็นตนเอง ทำให้กลายเป็นคนที่ทำงานแบบรับผิดชอบเท่าที่ทำได้ไปวัน ๆ แต่ก็ยังอยู่ได้ ตราบเท่าที่ไม่ได้รับการท้วงติงจากผู้จัดการหรือหัวหน้างาน
ปัญหาเหล่านี้ส่วนหนึ่งจะแก้ได้ด้วยการบริหารที่แข็งแรง โดยผู้จัดการ/หัวหน้าจะต้องหมั่นสังเกตุ ติดตามการทำงานของลูกน้องอย่างใกล้ชิด สม่ำเสมอ มีการพบปะ พูดคุย ให้ Feedback รวมถึงให้คำแนะนำ คำปรึกษา และโคชชิ่งอย่างสม่ำเสมอ บนพื้นฐานที่พนักงานรู้สึกปลอดภัย และไว้ใจผู้บังคับบัญชาของตนเอง
เขียนโดย Sakchai T. 11 สิงหาคม 2566